ทำอย่างไรเว็บไซต์ก็ไม่ติดอันดับ SEO

Share : facebook line twitter fb-messenger

บทความ ทำอย่างไรเว็บไซต์ก็ไม่ติดอันดับ SEO

บทความ www.seolnwza.com



สำหรับคนที่พยายามทำให้เว็บไซต์ติดอันดับนั้นคงมีช่วงที่ท้ออยู่พอสมควร เนื่องจากทำตามหลัก SEO แล้ว เว็บไซต์ก็ไม่ติดอันดับสักที วันนี้เราจึงขอรวบรวมเหตุผลต่าง ๆ มาฝากทุกคนค่ะ

 

     การจะทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น คือหน้าที่สำคัญอย่างมาก ของคนทำเว็บไซต์ หรือคนทำ SEO ซึ่งการทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อทำให้เห็นผลได้ง่ายขึ้น รวมถึงต้องใช้พลังงาน และการทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้เกิดผลงานที่ดี และต้องหมั่นทำอยู่สม่ำเสมอ ไม่สามารถหยุดได้ เพราะถ้าคุณหยุด สิ่งที่คุณทำมาทั้งหมด ก็จะหายไปทันที ด้วยเหตุนี้ หลาย ๆ ครั้งที่ทำเว็บไซต์ แล้วไม่เกิดผล หรือเว็บไซต์นั้นไม่ดีขึ้นมา ก็เพราะว่าคุณอาจจะทำแล้ว ตกอยู่ในเหตุผลเหล่านี้หรือเปล่า ?

 

1. เว็บไซต์คุณช้า

     และนี่คือสิ่งที่ส่งผลต่อการทำเว็บไซต์ให้ไม่ได้ผล นอกจากการทำ SEO แล้ว ก็คือ การที่เว็บไซต์ของคุณเองนั้น มีการเปิดเว็บไซต์ที่ช้าผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในทุกวันนี้ Google ให้คุณค่าอย่างมากกับการโหลดของเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีอาการที่โหลดช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บนมือถือ ย่อมทำให้มีผลต่อ SEO ที่คุณทำทันที เพราะ Google จะปรับลดอันดับของคุณใน Google Search ทันที ดังนั้น เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ คุณควรแก้ปัญหาโดยการสร้าง Coding Performance ของเว็บไซต์คุณเอง ให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถึงจะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

 

2. ไม่ได้ Optimised สำหรับ SEO

     การที่เว็บไซต์ของคุณนั้น ไม่ได้ผลในการทำงาน หรือไม่สร้างประสิทธิภาพต่าง ๆ ขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น การที่คุณไม่ได้สร้างเว็บไซต์นั้นให้เหมาะกับการทำ SEO ต่าง ๆ ขึ้นมา ทำให้การที่จะ Optimised SEO ในเว็บไซต์ เป็นเรื่องยากอย่างมาก ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า ที่จะทำให้เว็บไซต์นั้นได้ผลต่อ SEO ที่ทำขึ้นมา สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณได้ผลขึ้นมา คือการสร้างเว็บไซต์ หรือปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณให้เหมาะสมต่อการทำ SEO ขึ้นมาก่อน เพื่อจะทำให้ SEO ได้ผลขึ้นมาหลังจากนั้น

 

3. Content ไม่น่าสนใจ

     ไม่ว่าคุณจะพยายามทำให้ Content ต่าง ๆ นั้นดีขึ้นมาสักแค่ไหน แต่ปรากฏว่าก็ไม่ดีขึ้นสักที ซึ่งสุดท้ายแล้วการที่ SEO นั้นไม่เกิด อาจจะเพราะที่การทำ Content เองก็ได้ นั้นคือการที่คุณไม่ได้สร้าง Content ที่ดีพอต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ขึ้นมา หรือมี Content ที่มีคุณภาพ ทำให้สิ่งที่คุณทำมา นั้นกลายเป็นไม่ได้ผลอย่างทันที ด้วยระบบของ Google ที่ฉลาดมากขึ้นในตอนนี้ สามารถหาได้ว่า Content ที่คุณทำนั้นมีคุณภาพที่ดีพอหรือยัง  และเหมาะสมไหมที่ Google จะเอาเนื้อหาที่คุณทำนั้น เข้ามาจัดอันดับใน Google Search เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ คุณควรเลิกคิดถึงปริมาณ Content ที่ทำ และหันมาสนใจในคุณภาพของ Content ด้วยการใช้รูป วิดีโอ และ info graphic ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้น

 

4. ใส่ Keyword ซ้ำ ๆ

     เทคนิคการทำ Keyword ซ้ำ ๆ เป็นเทคนิคที่นิยมอย่างมากในอดีต คือ นิยมทำกันจนทำให้บทความเรื่อง Content นั้นไม่สามารถอ่านรู้เรื่องได้ เพราะมีแต่ Keyword ต่อ ๆ กัน แต่ในปัจจุบันนี้ทาง Google นั้นไม่อนุญาตให้ทำการสร้างบทความที่มี Keyword ซ้ำเหล่านี้แล้ว และยิ่งทำ ก็ยิ่งมีผลทำให้อันดับของ Google นั้นไม่ดีขึ้น เพราะ Google มองว่าเป็นเนื้อหา ที่ไร้คุณภาพ

 

5. เนื้อหาทำมาซ้ำ

     อย่างที่บอกไปว่าการทำ Content ไม่ใช่เรื่องของปริมาณที่จะทำให้ SEO ที่ทำขึ้นมานั้นได้ผล แต่เป็นที่คุณภาพ หลาย ๆ ครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่ นักการตลาด กลัวว่าเนื้อหาที่ตัวเองทำจะมีน้อยเกินไป หรือทำให้เนื้อหาดูไม่มากพอ เลยทำการสร้างเนื้อหานั้นซ้ำ ๆ ในเว็บไซต์ ด้วยเหตุนี้ทาง Google จะมองว่าคุณพยายามจะโกงการแสดงผล SEO นั้น ๆ และผลที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะมีความเลวร้ายโดยที่ Google อาจจะลงโทษคุณอย่างทันที

 

สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับ SEO

1. ปล่อยเว็บให้ร้าง ไม่มีการอัพเดท

     ผู้ที่ค้นหาข้อมูลย่อมต้องการข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และเป็นปัจจุบัน สำหรับ Google เองก็ชอบเนื้อหาที่มีความสดใหม่ และเว็บไซต์ที่มีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ หากเว็บไซต์ไม่มีการปรับปรุงใด ๆ เป็นเวลานาน หรือมีแต่เนื้อหาเก่า ๆ เดิม ๆ เหมือนทุกครั้งที่เข้ามาเก็บข้อมูล ก็มีโอกาสที่ Google จะจัดเว็บไซต์ที่อัพเดทกว่ามาขึ้นมาแทน

2. ปล่อยให้เว็บไซต์โดนแฮ็ก ( Hacked )

     การแฮ็กเว็บไซต์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการปิดล็อคเว็บไซต์ไม่ให้ใช้งาน หรือ แอบแก้ไขข้อมูล เช่น นำเนื้อหาอื่นมาใส่ไว้ ทำ Backlinks ออกไปยังเว็บไซต์อื่น ฝัง Malware พวกไวรัสในเว็บไซต์ เป็นต้น เมื่อ Google พบปัญหานี้ก็จะแสดงข้อความ "ไซต์นี้อาจถูกแฮ็ก" ไว้ใต้เว็บไซต์นั้นบนหน้าผลการค้นหา เพื่อแจ้งเตือนคนที่จะคลิกเข้ามา รวมทั้งอันดับของเว็บไซต์ก็อาจจะตกลงมาได้

3. ใส่รูปภาพหรือ script ต่าง ๆ มากเกินไปจนทำให้เว็บโหลดช้า

     Google ได้ใช้ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ ( PageSpeed ) เป็นหนึ่งใน "อัลกอริทึม ( Algorithm )" นอกจากนั้นเว็บไซต์ที่โหลดช้าก็ส่งผลเสียต่อการเข้ามาเก็บข้อมูลของ Google และยังส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การใช้งานของเว็บไซต์ ผู้ใช้ที่เข้ามาแล้วอาจจะไม่รอ และออกไปทันที ซึ่งก็ให้เกิดอัตราการตีกลับ ( Bounce Rate ) ซึ่งล้วนส่งผลต่อการจัดอันดับของ Google

4. คัดลอกเนื้อหา หรือเอารูปภาพจากเว็บไซต์อื่นมาใช้

     บทความที่คัดลอกมาจากแหล่งอื่น Google โดยไม่มีการเรียบเรียงใหม่ถือว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ และมีโอกาสที่จะถูกแบนได้หากเจ้าของบทความมาพบเข้า และส่งเรื่องกับทาง Google ในหัวข้อ Copyright Removal เพื่อลบหน้า URL ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้นออกจาก Index และถ้าหากเป็นรูปภาพ Google จะแบนทั้งรูปภาพนั้น รวมทั้ง URL ของหน้าเว็บไซต์ที่มีภาพนั้นอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้อันดับของหน้าเว็บนั้นหายไปจาก Google ทันที

 

     และนี่คือ เหตุผลที่ทำ SEO สักเท่าไร เว็บไซต์ก็ยังไม่ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เหล่านักทำ SEO ต้องระวัง และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สามารถติดตาม Content ดี ๆ เกี่ยวกับการทำ SEO ได้ที่ seolnwza

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รู้ไว้ก่อน เพิ่มยอดขาย ใน IG

คำศัพท์ พื้นฐาน บน เว็บไซต์ seo ที่เจอบ่อย

Created : 06-09-2021

บทความที่น่าสนใจ

เกมดีบอกต่อ Be Internet Awesome สอนเด็กรู้เท่าทันโลกออนไลน์

กรกฎาคมนี้ Chromeจะบล็อกแบนเนอร์ 12 แบบนี้ รีบเลย!!


phone line