Content Optimization คู่ซี้ SEO

Share : Content Optimization คู่ซี้ SEO Content Optimization คู่ซี้ SEO Content Optimization คู่ซี้ SEO Content Optimization คู่ซี้ SEO

บทความ

Content Optimization คู่ซี้ SEO



Search Engine Optimization และ Content optimization ถึงจะเหมือนกันตรงที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ๆ แต่จริง ๆ แล้วต่างกันพอสมควรเลย เดี๋ยวจะบอกให้ว่าสองสิ่งนี้เหมือนหรือต่างกันตรงไหนบ้าง

 

Search Engine Optimization (SEO)

 

Search Engine Optimization (SEO): สิ่งที่คุณทำเพื่อให้คนมองเห็นคุณมากขึ้นในโลกออนไลน์โดยใช้วิธีแบบ Organic เพื่อให้ได้อันดับดี ๆ ใน Search engine ซึ่งการใช้คีย์เวิร์ดจะเป็นหัวใจหลักของการทำ SEO

 

Content optimization

 

Content optimization: การปรับคอนเทนต์เพื่อให้ข้อมูลแก่ User เกี่ยวกับตัวคุณและแบรนด์ของคุณอย่างเหมาะสม โดย Search engine จะส่งบ็อทมา Crawl และบันทึกคอนเทนต์ที่คุณเขียน จากนั้นโพสต์ออนไลน์เข้าสู่ Index   อย่างไรก็ดี คอนเทนต์ไม่ได้จำกัดรูปแบบอยู่แค่บทความ แต่ยังเป็นภาพ, อินโฟกราฟิก, วิดีโอ และ พอดแคสต์ได้ด้วย นอกจากนี้ Google ยังดูพวก Meta title, description หรือแม้แต่ alt text ด้วย

 

หลัก ๆ แล้ว SEO จะเป็นเรื่องของคีย์เวิร์ดที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้อันดับที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน Content optimization จะใช้คีย์เวิร์ดเหล่านั้นในประโยคเพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นอันดับดี ๆ และเป็นที่รู้จักมากขึ้น   อย่างไรก็ดี ก่อนจะพูดถึงกลไกการทำงานของทั้งสองอย่างนี้ มาดูเรื่องของ Google กันก่อนดีกว่า

 

Google

 

Google ของเราก็ผ่านการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยเป็นนักล่าคีย์เวิร์ดมาจัดอันดับ มาเป็นผู้ดำเนินการประมูลผู้เก็บรายละเอียดที่จะเลือกเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมาโชว์เท่านั้น   ตลอดระยะเวลาหลายปี Google ได้ผ่านการโมฯและประกาศความเปลี่ยนแปลงมากมาย   จนปี 2011 ทาง Google เริ่มใช้อัลกอริทึม Panda ที่ช่วยให้ Search engine จัดอันดับเว็บไซต์ต่าง ๆ และลดอันดับ (หรือกำจัด) เว็บไซต์คุณภาพต่ำ   พวกที่มีลักษณะเป็นสแปม, พวกฟาร์มคอนเทนต์ หรือพวกที่ได้อันดับมาแบบไม่เป็นธรรมชาติ   ถ้าจะว่ากันแบบสั้น ๆ ลงไปอีกก็คือ ถ้า Google เล็งเห็นว่าเว็บไซต์ไหนคุณภาพต่ำ หรือเป็นสแปม ก็บอกลาตำแหน่งบนหน้าแรกได้เลย หรือแย่กว่านั้น ก็จะหายไปจากหน้าผลการค้นหาเลย  ส่วนเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่ดี และมีคุณสมบัติตรงตามที่กะเกณฑ์ไว้ก็จะถูกดึงมาโชว์เป็นอันดับแรก ๆ

 

ต่อมาในปี 2013 Google เริ่มใช้ Hummingbird อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ถูกใส่เข้ามาใน Search engine   ในระหว่างปี 2013 ถึง 2015 Google ก็ดำเนินการปรับแต่งให้ Hummingbird ดึงคำตอบมาแสดงได้อย่างละเอียดและสอดคล้องยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญอย่างมาก

 

ถ้าอยากให้ Google จัดอันดับดี ๆ ให้สำหรับคีย์เวิร์ดต่าง ๆ คุณก็ต้องใช้คีย์เวิร์ดที่คุณคิดว่าเหมาะกับแบรนด์ ทั้งยังต้องพิจารณาทั้งคีย์เวิร์ดทั้งแบบสั้น (Short-tail keywords) และยาว (Long-tail keywords) อีกด้วย   เมื่อได้คีย์เวิร์ดที่ต้องการแล้ว ก็ต้องหาวิธีใส่คำเหล่านั้นเข้าไปในเนื้อหาของคุณให้เป็นธรรมชาติ แต่จำไว้นะคะว่าไม่ควรใช้วิธีอัดคีย์เวิร์ด (Keyword stuffing)

 

อย่าจงใจอัดคีย์เวิร์ด Keyword Stuffing

 

การที่คุณจงใจอัดคีย์เวิร์ด และคำเหมือนของมันลงในเนื้อหาแบบไม่บันยะบันยัง โดยไม่มีโครงสร้างประโยคที่สอดคล้องกัน  ได้โปรดอย่าทำแบบนั้น ควรใส่คีย์เวิร์ดให้เป็นธรรมชาติไว้ดีกว่า แล้วก็อย่าลืมลิงก์ไปหาเว็บอื่นบ้างอะไรบ้าง  ลิงก์ไปหน้าอื่นในเว็บไซต์ด้วยก็ได้ ทำให้ Search engine เห็นว่าเราพยายามทำให้เว็บไซต์ได้อันดับดี ๆ พยามสร้างคอนเทนต์ที่คิดว่าจะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของคุณ หรือทำให้พวกเค้าอยากรับข้อมูลเพิ่มเติม

 

ขอขอบคุณ enablerspace

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

- SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

- กลยุทธ์ SEO หลังวิกฤตการณ์ Covid-19

Created : 25-06-2020


บทความที่น่าสนใจ

Lineแอดปรับราคาแพ็คเกจใหม่
การทำ SEO ในยุคของ Social Media