10 เทคนิค เพิ่มคะแนน SEO หาก WordPress โหลดช้า

Share : facebook line twitter fb-messenger

บทความ 10 เทคนิค เพิ่มคะแนน SEO หาก WordPress โหลดช้า

บทความ www.seolnwza.com



 

10 เทคนิค เพิ่มคะแนน SEO หาก WordPress โหลดช้า

ปัจจุบันการทำเว็บไซต์ ต้องคำนึงถึงการใช้งานง่ายและสวยงามแล้ว การให้เว็บติดอันดับแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งหากเราทำคะแนนได้ไม่ดีแล้วละก็ อาจจะตกอันดับจากหน้าแรกไปก็เป็นได้ วันนี้เราจึงมีวิธีช่วยมาฝาก

 

วิธีการตรวจสอบว่าทำไมเว็บไซต์ถึงดาวน์โหลดช้า

PageSpeed Insights

ถือว่าเป็นเครื่องมือหลักๆ ที่สามารถบอกว่าเว็บไซต์ของเราควรปรับปรุงหรือแก้ไขตรงไหน โดยทาง Google ก็ได้ออกเครื่องมือ Core Web Vitals ให้เราปรับปรุงตามที่โปรแกรมแนะนำให้ผ่านไปให้ได้

 

Lighthouse

เป็นเครื่องมือ สำหรับใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ มีความคล้ายคลึงกับ PageSpeed Insights แต่จะแตกต่างกันตรงที่ Lighthouse นั้นจะสามารถวัดค่าอื่นๆ ได้ด้วย เช่น SEO ที่ต้องปรับปรุงหรือไม่เพื่อให้เว็บไซต์ของเราดีขึ้น, Accessibility การเข้าถึงเว็บไซต์ง่ายแค่ไหน, รวมถึงการวัด Progressive Web App (PWA) การเขียนเว็บไซต์ให้ทำงานได้เหมือน Application ว่าเว้บไซต์นี้ได้มาตรฐานไหม ฯลฯ

 

Chrome Developer Tools

เป็นเครื่องมือที่เหล่า Developer นั้นใช้ในการทำเว็บไซต์อยู่แล้ว ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้เลยว่าเว็บไซต์เรานั้นส่วนไหนที่ดาวน์โหลดช้า ส่วนไหนที่ไม่จำเป็น เราก็สามารถไล่ปรับได้เลย

 

แก้ปัญหาหาก WordPress ดาวน์โหลดช้า

หากคุณพบว่าเว็บโหลดช้า ซึ่งไม่ควรเกินกว่า 3.8 วินาที เพราะปกติ Time to Interactive ไม่ควรเกิน 3.8 วินาที เรามีวิธีมาช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม

 

  1. ต้องเลือก Theme ให้เหมาะสม

Theme เป็นตัวช่วยให้การทำเว็บโหลดเร็ว และสวยงามได้ ดังนั้นก่อนเลือกใช้ให้เราลองทำ Demo ของ Theme นั้นๆ ไปทดสอบความเร็วดูก่อน หากคะแนนและความเร็วพอใจแล้ว ก็สามารถซื้อได้เลย แต่สำหรับ Developer นั้นควรเขียน Theme ให้ตรงกับความต้องการเลยจะดีกว่า เนื่องจากเราสามารถควบคุม Code ต่างๆ เองได้

 

  1. อย่ารวม Code ทุกอย่างไว้ที่ไฟล์เดียว

Code เป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะในการทำเว็บไซต์หากเรารวมทุก Code ไว้ในไฟล์เดียว แล้วดาวน์โหลดให้ใช้ในทุกๆ หน้า จะมี Code บางส่วนที่อาจจะไม่ได้ใช้งานในบางหน้า ซึ่งทำให้เวลาในการดาวน์โหลดนานกว่าที่ควรจะเป็น ทางที่ดีเราควรแยก Code ออกเป็นหน้าๆ ไปเลย เช่น home.css, picture.css, page.css เป็นต้น

 

  1. ติดตั้ง Plug-in เยอะๆ ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างได้

Plug-in แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ก็จริง แต่การมีเยอะก็ทำให้เว็บโหลดช้าได้เช่นกัน ควรมีให้น้อยที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่า Plug-in นั้นใส่ Code อะไรมาให้เราบ้าง บางครั้งบางหน้าที่ไม่ต้องการใช้ Plug-in แต่ตัว Plug-in ก็ยังดาวน์โหลด Code มาให้ ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบต่อตัวเว็บทำให้โหลดช้า

 

  1. jQuery เลิกใช้ได้ก็เลิก

การใช้ WordPress ไม่ได้ช่วยให้เว็บเร็วเสมอไป การใช้ jQuery ใน WordPress ทำให้เว็บช้า ถึงแม้ว่า jQuery จะเป็น JavaScript Frameworks อีกตัวที่อยู่กับเหล่า Developer มานาน เพราะใช้งานง่ายและมี Plug-in เสริมต่างๆ มากมาย แต่ก็จะมี Code ที่ไม่ได้ใช้ดาวน์โหลดมาด้วย ดังนั้นถ้าอยากให้เว็บไซต์เร็วขึ้นก็ควรเลิกใช้ jQuery แล้วหันมาใช้ Vanilla JS แทนจะดีกว่า

 

  1. ใช้รูปภาพให้ถูกกับงาน

การใช้รูปที่มีขนาดใหญ่กับเว็บ ไม่ควรอย่างยิ่งจะทำให้เว็บโหลดช้า ซึ่ง Developer ก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ โดยการเขียน Theme อย่าเรียกใช้งานรูป Full Size เด็ดขาด หากจำเป็นต้องใช้งานรูปขนาดใหญ่ ก็ให้เรา Custom Image Size ใหม่และใช้ขนาดรูปให้ตรงกับขนาดที่เราจะนำไปแสดงผล เช่น เรานำรูปไปแสดง ในพื้นที่ ที่มีขนาด 300×200 pixels ก็นำรูปที่มีขนาดเท่านี้ไปใช้งาน

 

  1. นำรูปไป Optimize ก่อนใช้เสมอ

ดังที่ดพูดถึงรูปในข้อข้างต้น รูปไม่ควรใช้ขนาดไฟล์ใหญ่ รูปขึ้นเว็บไซต์ เราควรนำไปลดขนาดไฟล์ให้มีขนาดเล็กที่สุดก่อน แล้วจึงนำไปใช้ในงานได้ เช่น TinyPNG จะทำให้รูปของเรานั้นถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลง นอกจากนี้ก็มี Plug-in อีกตัวหนึ่งที่สามารถใช้งานได้ฟรีคือ ShortPixel เป็น Plug-in ที่สามารถบีบอัดรูปของเราได้ และยังสามารถกำหนดขนาดรูปในการอัปโหลดได้ด้วย โดยขนาดรูปภาพที่แนะนำคือไม่เกิน 500 KB

 

  1. ลดการใช้งาน Third Party Script ต่างๆ

การเลือกใช้งาน Script จากภายนอกต่างๆ เช่น Facebook Chat, YouTube Video, iframe Tag ให้น้อยที่สุด ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เว็บเร็วขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่า Script ที่ดาวน์โหลดจากภายนอกต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลดนานเท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับ Server ของ Script เหล่านั้นว่ามีประสิทธิภาพมากแค่ไหน หากจำเป็นจริงๆที่ต้องใช้งาน Script เหล่านี้ ก็อยากให้เลือก Script ที่ฝากไว้บน CDN (Content Delivery Network) เพราะมีความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่า Script ที่ฝากไว้กับ Server ทั่วๆไป

 

  1. Minify Css, JavaScript

Minify คือ เป็นการลดขนาดของไฟล์ลงให้เล็กที่สุด ซึ่งก็ทำให้โหลดได้เร็วขึ้น แต่ในการทำ Minify JavaScript ทุกครั้ง นั้นอาจทำให้เกิด Error ขึ้นได้ เราก็ควรตรวจสอบ Error หลังการทำ Minify ด้วยทุกครั้งด้วยเช่นกัน

 

  1. ติดตั้ง Cache Plug-in

ปัจจุบันมี Cache Plug-in มากมายหลายตัว ให้เเลือกใช้งาน โดยมี Caching Plugin ที่น่าสนใจอยู่มากมาย เช่น WP Rocket, W3 Total Cache หรือ WP Supercache ฯลฯ การติดตั้ง Cache Plug-in นั้นจะช่วยให้เว็บของเรานั้นโหลดเร็วขึ้นไปอีกขั้น เพราะการทำ Cache เป็นการเก็บไฟล์บางอย่างที่เคยดาวน์โหลดไว้แล้วเก็บไว้ในเครื่อง เมื่อเข้าเว็บไซต์ในครั้งต่อไป ตัว Browser ก็จะรู้ว่าเรามีไฟล์นี้อยู่ในเครื่องแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาใหม่ เช่นพวกไฟล์ภาพ, css, JavaScript, font เป็นต้น

 

  1. ทำ CDN

CDN หรือ Content Delivery Network คือ เครือข่าย Server ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลเว็บไซต์ไว้ แล้วยังกระจายไปยังที่ต่างๆด้วย ข้อดีคือ ทำให้ Users ที่อยู่ใกล้ๆ Server เหล่านั้น สามารถดาวน์โหลดเว็บไซต์ของเราได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาระของ Server เว็บไซต์ของเราได้ เพราะเราจะโยนภาระในการเรียกข้อมูลไปยัง CDN เหล่านั้นแทน อีกทั้งยังช่วยป้องกันการโจมตีต่างๆ ได้อีกระดับหนึ่งด้วย บริการ CDN ที่นิยมมากในทุกวันนี้ก็คือ Cloudflare.com ซึ่งเป็นบริการฟรีและไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานใดๆ

 

สรุป

จากที่กล่าวมาในข้อต่างแล้ว การเลือก Theme จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ Theme ถือเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นดาวน์โหลดช้า ทั้งนี้ Code ก็มีส่วนทำให้เว็บมีความเร็วด้วยเช่นกัน ดังนั้นหลังจากที่คุณทำเว็บไซต์เสร็จแล้ว จึงควรตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

การคิดเเละเขียนContentยังไงให้โดนใจคนอ่าน

กลยุทธ์ทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

 

 

 

Created : 25-03-2021

บทความที่น่าสนใจ

สร้างลูกค้าประจำด้วย SEO

ธุรกิจออนไลน์ ตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ในปัจจุบัน


line line