คอนเฟิร์ม ไทยเตรียมเก็บภาษี E-commerce

Share : facebook line twitter fb-messenger

บทความ คอนเฟิร์ม ไทยเตรียมเก็บภาษี E-commerce

บทความ www.seolnwza.com



อธิบดีกรมสรรพากรไทย ยืนยันกับสำนักข่าว Reuters ว่าเตรียมพร้อม เก็บภาษี E-commerce อีคอมเมิร์ซในปีหน้า คาดว่าจะเปิดตัวภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2020 ซึ่งมีรายละอียดดังนี้

 

การค้าขายแบบออนไลน์ หรือ E-Commerce เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วจากการกระแส Social media ซึ่งมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้การค้าขายสินค้าโดยใช้พื้นที่ Social media ทำได้ง่าย สามารถเปิดขึ้นได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็ว และหลากหลาย ประกอบกับมีระบบการชำระเงินแบบ E-Payment ทำให้สะดวกทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อ จากการประเมินมูลค่าการทำธุรกรรม บนธุรกิจออนไลน์นั้น คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านบาท แต่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการหรือกฎหมายที่จะมาบังคับ หรือควบคุม รวมทั้งการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นรูปธรรม เกิดเป็นช่องโหว่ทั้งด้านความไม่เป็นธรรม และยังเป็นช่องทางในการขายของที่ผิดกฎหมาย ทางกรมสรรพากรจึงได้ร่างกฎหมายภาษีธุรกิจออนไลน์ ( E-Commerce ) และเตรียมยื่นเสนอต่อรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อทำให้การค้าขายออนไลน์เข้ามาสู่ระบบ และตรวจสอบได้มากขึ้น

 

ตลาด E-Commerce ในไทยโตต่อเนื่อง

จากผลการสำรวจมูล ค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ปี 2559 มูลค่าตลาด E-Commerce ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 40.08% ของมูลค่าขายสินค้า และบริการทั้งหมด โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 12.42% โดยแบ่งเป็นตลาด E-Commerce แบบ B2B หรือ ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท หรือ 54.74% ของมูลค่าตลาด E-Commerce ในปี 2559 ทั้งหมด รองลงมาคือแบบ B2C หรือผู้ประกอบการกับผู้บริโภค มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท และแบบ B2G หรือผู้ประกอบการกับภาครัฐ มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท

 

ทำไมต้องเก็บภาษี E-Commerce

ตลาด E-Commerce แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่อยู่ในระบบ เช่น การจองตั๋วเครื่องบินผ่านระบบออนไลน์ หรือ การชำระเงินของส่วนราชการ และเอกชนต่าง ๆ และ 2.ส่วนที่ไม่อยู่ในระบบ เช่น การจ่ายค่าโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ หรือ อูเบอร์ ซึ่งในส่วนที่ไม่อยู่ในระบบนี้ รัฐบาลไม่ได้รับการชำระภาษี จากธุรกรรมใด ๆ เลย การออกกฎหมายเก็บภาษีออนไลน์ฉบับนี้ จึงไม่ได้มีจุดประสงค์แค่เพียงต้องการเก็บภาษี เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นการจัดเก็บภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบ โดยเฉพาะผู้เสียภาษีที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ไม่มีการเสียภาษี ดังนั้น ทางกรมสรรพากรจึงต้องวางแนวทางการ จัดเก็บเพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้ เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง

 

สรุปสาระสำคัญ การจัดเก็บภาษี E-Commerce

ขณะนี้ร่างกฎหมาย เก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ (E-Commerce) ได้ดำเนินการใกล้เสร็จแล้ว โดยอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรภายในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ คาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จะเสนอร่างกฎหมายไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้

 

โดยใจความสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการจัดเก็บภาษีเกิดขึ้น เมื่อมีธุรกรรมการซื้อขายสินค้า และ การโอนเงินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และรวมถึงการดำเนินธุรกิจบน นวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่อื่น ๆ แม้ผู้ประกอบการจะไม่จัดตั้งอยู่ในประเทศไทย ก็ให้ถือว่ามีสถานประกอบการในประเทศไทย ซึ่งเข้าข่ายต้องชำระภาษีเช่นเดียวกัน กับผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยมีภาษีต้องเสีย เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้ต่าง ๆ และ หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษี มีการปรับปรุงเพดานอัตราการจัดเก็บสูงสุด 15% ของเงินได้ที่จ่าย จากเดิมที่มีแนวคิดจะจัดเก็บที่อัตรา 5% ของเงินได้ที่จ่าย โดยอัตราที่จะจัดเก็บใหม่นี้ จะอิงตามมาตรา 70 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุว่า สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่มีแหล่งเงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เป็นเงินได้ ที่พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยไม่ว่าบุคคลใด ๆ ย่อมมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามแหล่งเงินได้ (Source Rule) และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีเงินได้เป็นไปด้วยดี จึงกำหนดให้ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยผู้มีเงินได้ไม่ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติภาษีอื่นใดอีก

 

ทั้งนี้ อัตราการจัดเก็บภาษีนี้ จะมีหลายอัตราขึ้นอยู่กับประเภทธุรกรรม ซึ่งในร่างกฎหมายจะมีการแยกประเภทของธุรกรรมที่จะมีการจัดเก็บไว้อย่างชัดเจน และจะมีข้อยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีให้ เช่น กรณีที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศของผู้ทำธุรกรรม

 

สำหรับวิธีปฏิบัติต่อการเก็บภาษี บนธุรกรรมดังกล่าว ในกฎหมายจะให้อำนาจสถาบันการเงินเป็นผู้จัดเก็บภาษี หัก ณ ที่จ่าย แทนกรมสรรพากร โดยเมื่อใดที่มีการโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้า หรือบริการใด ๆ บนโลกออนไลน์ต่าง ๆ ทางสถาบันการเงินในไทยมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากร โดยสถาบันการเงิน จะต้องทำหน้าที่ส่งรายการการหักภาษี ดังกล่าวมายังกรมสรรพากรด้วย

 

ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการภาษี ที่ทางรัฐบาลชุดนี้ประกาศเรียกเก็บ แน่นอนว่าไม่พ้นคำครหา รัฐบาลถังแตก แต่หากมองลึก ๆ แล้ว ก็คือ ช่วยให้อะไรต่าง ๆ เข้าสู่ระบบมากกว่า และยังเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม ไม่เช่นนั้น พ่อค้าแม่ค้าคงหนีไปขายออนไลน์ กันหมดแน่นอน

 

หากท่านใดกำลังมองหาการทำ seo หน้าเว็บ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับเว็บที่ติดมาทางเราได้เลย  เราเป็นทีมงานคุณภาพ เน้น สายขาว ทำงานสายขาว  เราขอแนะนำ seolnwza ครับ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  ddproperty

 

อ่านบทความที่น่าสนใจ

เจาะกลุ่มลูกค้าระดับเทพ

วิธีการรับมือ หรือแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่

 

Created : 29-08-2019

บทความที่น่าสนใจ

หลักการดันเพจอย่างไร ให้ติดอันดับช่องค้นหา Facebook

การทำตลาดออนไลน์ให้ทันยุค